มาดาม ฟิกาโร สัมภาษณ์ หลิวอี้เฟย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

มาดาม ฟิกาโร สัมภาษณ์ หลิวอี้เฟย

ตั้งหัวข้อ  ruichun on Tue Jun 18, 2013 11:52 pm


มาดาม ฟิกาโร สัมภาษณ์

หลิวอี้เฟย



ที่ร้านกาแฟ มองหาโต๊ะนั่ง หลิวอี้เฟยสั่งช็อคโกแลตร้อน เพิ่มมาร์ชแมลโลว์มาแก้วหนึ่ง  อยากจะกรีดร้อง ช่างเป็นเด็กจริงๆ
เธอเห็นฉันหยิบปากกามียี่ห้อของเยอรมันออกมา ก็พูดอย่างดีใจว่า คุณชอบปากกายี่ห้อนี้เหรอคะ ฉันก็ชอบเหมือนกัน พูดไปพลางเอามือล้วงกระเป๋าเล็กๆ ใกล้มือ จะหยิบออกมาให้ฉันดู เหมือนกับเป็นของขวัญล้ำค่า  คิดในใจว่า เฮ้อ ทำตัวเป็นเด็กจริงๆ
พอเริ่มสัมภาษณ์ไปแค่ 5 นาที ฉันก็รู้ว่า เมื่อสักครู่ประเมินเธอผิดไปอย่างมากทีเดียว หลิวอี้เฟย ไม่ใช่เด็กๆ เลย  
ระหว่างคุยไปได้สักพัก สิ่งที่ฉันเตรียมร่างมาสัมภาษณ์นี่ทิ้งไปได้เลย  เป็นการพูดคุยที่เตรียมล่วงหน้าไม่ได้เลย เป็นการพูดคุยที่ไปอย่างไร้ทิศทางโดยแท้  ทุกคำที่ออกจากปากเธอ ทำให้ฉัน รวมไปถึงคุณผู้อ่านบทสัมภาษณ์นี้แปลกใจไม่น้อย
ช่างภาพ ช่างไฟ ช่างแต่งหน้า บรรณาธิการแฟชั่น ต่างมุงอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ปรึกษากันงึมงำเกี่ยวกับรูปที่เพิ่งถ่าย ว่าต้องแก้ไขตรงไหนบ้าง หลิวอี้เฟยก็นั่งอยู่หน้ากล้อง ผมก็เปียก ห่อตัวด้วยเสื้อคลุมตัวยาว สีหน้านิ่งมาก

พอละสายตาไปข้างนอก ก็เห็นหลิวมาม่า ผู้เป็นที่กล่าวขวัญ ยืนอยู่มุมห้อง สีหน้าก็นิ่งสงบเช่นเดียวกัน

 “เวลาสัมภาษณ์ คงไม่ใช่ให้แม่มาตอบคำถามแทนหมดหรอกนะ” ฉันเริ่มกังวลเล็กน้อย

ผิดคาดโดยสิ้นเชิง ตลอดเวลาสองชั่วโมงในร้านกาแฟ หลิวมาม่านั่งอยู่ห่างๆ จากพวกเราตลอด

“คุณชอบความรู้สึกที่มีคุณแม่คอยอยู่ข้างๆ ตลอดเวลามั้ย” ฉันถาม


 “ถามแบบนี้ ตอบยังไงดีนะ ก็ชอบนะ ตั้งแต่เด็กๆ มาก็อยู่แต่กับคุณแม่ เราผ่านเรื่องราวมากมายมาด้วยกัน คุณแม่ดูแลฉันมาตลอด ฉันก็เคยชินกับการที่มีคุณแม่คอยดูแล ที่จริงคุณแม่ก็ไม่ได้ก้าวก่ายอะไรฉันมากเกินไป ท่านไม่ได้เป็นอย่างที่ร่ำลือกัน ว่าเกาะติดอยู่กับฉันตลอด 24 ชั่วโมง ฉันอยู่กับกองถ่ายเองมาตั้งนานแล้ว คุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วยเลย ก็เข้าใจท่านอ่ะนะ คุณแม่อายุเท่านี้แล้ว ถ้าจะให้มาจัดการนั่นนี่ คงไม่ค่อยเหมาะ แล้วก็ไม่จำเป็นขนาดนั้นด้วย เมื่อท่านรู้สึกว่าสถานะของเราตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว ก็รักษาไว้ให้ได้ต่อไป ฉันก็หวังว่าท่านจะเชื่อมั่นไว้ใจฉันมากขึ้นอีกนิด”


เธอประคองถ้วยกาแฟในมือทั้งสอง ตามองมาร์ชแมลโลว์ในแก้ว ตอบคำถามฉันด้วยเสียงค่อนข้างเบา

ฉันเป็นคนที่แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ชัดเจนนะ เวลาที่ทำการสัมภาษณ์ก็รักษาความสงบนิ่งได้ค่อนข้างสูง ควบคุมตัวเองและไม่เอาตัวเองไปเกี่ยวข้อง หลายครั้ง ฉันคิดว่าตัวเองเหมือนเครื่องจักร ที่ถามคำถาม ทำการบันทึก และสรุปผล แต่เวลาอยู่ต่อหน้าหลิวอี้เฟย ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นมืออาชีพเลย แสดงกิริยาที่ไม่เป็นมืออาชีพออกไป ฉันใจสั่นเล็กน้อย


"บางทีปล่อยว่างบ้าง ก็จะรู้สึกดีมาก"


ก่อนจะสัมภาษณ์ เราก็ลงเวยป๋อว่า พวกคุณอยากถามอะไรหลิวอี้เฟยมั้ย คำถามยอดฮิตอันดับหนึ่งคือ ทำไมเธอถึงตัดผมม้า เพราะต้องรับงานใหม่ใช่มั้ย ถ้างั้นขอถามคำถามนี้เป็นคำถามแรกละกัน


 “คุณตัดผมม้าทำไม เพราะต้องรับงานใหม่ใช่หรือเปล่าคะ” 

 “ไม่ใช่ค่ะ จริงๆ ก็ไม่มีอะไรหรอก มีอยู่คืนหนึ่ง ฉันนอนไม่หลับเลย ก็เลยคิดว่า เอ๊ะ ไปตัดผมม้าก็ดีนะ แล้วก็ทำสีไฮไลท์ด้วย เช้าวันรุ่งขึ้นก็ไปตัดเลย ช่างทำผมก็ใส่ใจมาก เขาก็ถามอยู่หลายหนนะ ว่าจะตัดจริงแล้วนะ แน่ใจแล้วนะ ฉันจะตัดแล้วนะ ฉันก็บอกว่า ตัดเลย ฉันตัดสินใจดีแล้ว”

 “ตัดผมม้านี่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณมั้ย”

“เมื่อก่อนฉันไม่เคยทำอะไรปุบปับแบบนี้หรอก จะทำอะไรก็คิดไตร่ตรองก่อนเสมอ อย่างเรื่องตัดผมนี่ ถ้าเป็นสมัยก่อน ฉันจะคิดว่า ผู้กำกับจะว่าอะไรมั้ย บริษัทโฆษณาจะตำหนิมั้ย ตัดออกมาแล้วจะน่าเกลียดมั้ย เข้ากับตัวเองมั้ย แต่ชีวิตแบบนี้มันยุ่งยากชะมัด ฉันไม่อยากมีชีวิตแบบนี้อีก”


 “จะตัดผมม้านี่ ได้บอกคุณแม่ก่อนหรือเปล่า”

“ตอนนั้นท่านไม่ได้อยู่ด้วย ถ้าอยู่นะ คงได้คุยกันแน่ แล้วอาจจะต้องเปลี่ยนใจ ฉันก็งี้แหละ ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง แย่จริงๆ”

 “คุณนอนไม่หลับบ่อยๆ เหรอ”

“เปล่าค่ะ ไม่ค่อยหรอก ฉันก็เลยคิดว่าตัดผมม้าก็สนุกดีนะ ได้เวลาอันสมควรพอดี ปล่อยวางบ้างก็ดี”

คำถามที่ฮิตเป็นอันดับที่สองก็คือ เมื่อไหร่คุณจะรับบทยุคสมัยปัจจุบัน

“เมื่อไหร่คุณจะรับบทยุคสมัยปัจจุบันคะ”

“คุณไม่คิดว่าคำถามนี้ฉันจะตอบไม่ได้บ้างเหรอ ฉันเป็นแค่นักแสดง ไม่ใช่นายทุน ฉันจะได้เล่นบทไหน ฉันไม่ใช่คนตัดสินใจ ฉันแค่แสดงบทบาทที่ได้รับให้ดีที่สุด ทำให้ทุกบทบาทโดดเด่นออกมา ไม่ว่าจะบทยุคปัจจุบัน บทที่ต้องแต่งชุดโบราณตามยุคนั้นๆ ก็เหมือนกันหมดสำหรับฉัน สิ่งที่สำคัญคือตัวบทบาทต่างหาก”

 “คุณคิดว่า บทอู๋ฉิงใน 4 มหากาฬพญายม มีความหมายพิเศษอะไรกับคุณไหม”


4 มหากาฬพญายม เป็นผลงานที่สำคัญชิ้นหนึ่งสำหรับฉันเลย ผู้กำกับกอร์ดอน ชาน เข้าใจฉันเป็นอย่างดี เขาให้ที่ว่างและอิสระกับฉันในการแสดง ฉันแสดงได้ก้าวหน้าอย่างมากเลย รู้มั้ย ตั้งแต่สัมภาษณ์มาทั้งหมด คำถามนี้ถึงดูเป็นคำถามจริงๆ”


 “ถ้างั้นก่อนหน้านี้คุณคงเบื่อมากใช่มั้ย”

 “จะถามอะไรก็ได้ ฉันจะไปว่าอะไรได้ ว่าอะไรถามได้หรือถามไม่ได้ คำถามก็เหมือนกันหมด แต่ฉันพยายามตอบให้แตกต่าง ทุกครั้งจะตอบเนื้อหาใหม่ๆ ถ้าตอบเหมือนๆ กันไปหมด ฉันคงรู้สึกผิด”

 “คุณจะรู้สึกผิดทำไม ไม่ใช่ความผิดของคุณสักหน่อย”

 “ฉันก็แบบนี้แหละ พอมีปัญหาอะไรก็ต้องคิดก่อนว่า ตัวเองทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า ต้องปรับปรุงตัวมั้ย แล้วค่อยมองว่าคนอื่นต้องปรับปรุงมั้ย นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ฉันจะคิดแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้”

จำที่ฉันบอกว่า “ใจสั่น” ได้ไหม ก็คือตอนนี้แหละ ตอนที่เธอพูดว่า มีปัญหาอะไรก็ต้องคิดก่อนว่า ตัวเองทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า


"เมื่อคุณลบล้างอารมณ์ขุ่นมัวได้หมดแล้ว ให้ตัวเองหลุดพ้นจากอารมณ์พวกนี้ คุณก็จะพบกับความสุขที่เพิ่มมากขึ้น"


ตลอด 2 ชั่วโมงมานี้ หลิวอี้เฟยพูดถึง “ความสุขที่แท้จริงคืออะไร” บ่อยที่สุด คำถามนี้ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่จริงๆ แล้ว ยากมาก ฉันคงให้คำตอบน่าเชื่อถือไม่ได้ในเวลาอันสั้นแค่นี้


 “ทำไมคุณถึงคิดถึงคำถามพวกนี้ พวกความสุขอะไรแบบนี้”

“ประมาณ 3 ปีก่อน ฉันเริ่มคิดว่า จริงๆ แล้วฉันเป็นใคร เป็นคนแบบไหน เวลานั้นจิตใจล่องลอย ไม่รู้จะเลือกทางไหน หลังจากนั้น บังเอิญไปร้านหนังสือ ได้ซื้อหนังสือของจางเต๋อเฟิน เรื่อง Meet the Unknown Self ตอนแรกอ่านยังไงก็ไม่เข้าหัว มีอยู่วันหนึ่ง หนังสือที่มีอยู่ใกล้ตัวก็อ่านจนหมดแล้ว ก็เลยหยิบเล่มนี้มาอ่านใหม่ ก็รู้สึกทันทีว่า ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ หลังจากนั้นก็เลยหันมาอ่านหนังสือแนวนี้อีกหลายเล่ม เกี่ยวกับการพัฒนาจิตใจ อ่านแล้วก็ได้คิดไปด้วย”


“แล้วตอนนี้คุณอ่านหนังสืออะไรคะ”

 “บอกก็ได้ แต่อย่าขำนะ เป็นหนังสือเกี่ยวกับหยกน่ะค่ะ จะเล่าเนื้อหาข้างในให้ฟัง คุณก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องลึกลับเหลือเชื่อ สับสนวุ่นวาย แต่จะอ่านเรื่องแบบนี้ต้องเข้าถึงมันจริงๆ คร่าวๆ ก็พูดถึงจังหวะที่ลงตัวพอดี คุณว่ามั้ย”


คุยกับหลิวอี้เฟย เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่ง  บางทีเธอจะพูดว่า เฮ้ มีเรื่องหนึ่งอยากจะปรึกษาหน่อย ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกมั้ย แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้อยากรู้จริงจังหรอก แค่อยากชวนคุย บางทีเธอพูดๆ ไป ก็เปลี่ยนไปเรื่องอื่นแล้ว แล้วก็มาตบไหล่ฉัน บอกว่า เอ๊ะ เมื่อกี๊พูดถึงไหนนะ ฉันพูดคนละเรื่องแล้วใช่มั้ย ฉันก็เลยบอกว่า ฉันได้เจอคนรักตอนอายุ 25 เธอก็พูดว่า โอ้ว อายุเท่าฉันตอนนี้เลย เธอถามฉันว่า ตอนนี้แต่งงานหรือยัง ฉันก็เลยยื่นมือให้เธอดูแหวนแต่งงาน เธอก็ร้องเสียงดังว่า “ฮ้า” ฉันก็ถามว่าเธอเป็นอะไรไป เธอก็พูดไปยิ้มไปว่า คุณทำฉันตกใจหมดเลย เห็นยื่นมืออกมา มีนิ้วห้านิ้ว ก็คิดว่าคุณจะบอกว่าแต่งงาน มาแล้วห้าครั้ง ฮ่าๆๆ....ฉันเลยบอกว่า หรือจะให้ฉันยื่นแค่นิ้วนางให้ดูล่ะ แบบนั้นจะยิ่งน่าตกใจรึเปล่า เพราะคนมองผ่านๆ อาจคิดว่าฉันชูนิ้วกลางให้คุณ เธอบอกว่า ก็จริงนะ แหะๆ



ดูเหมือนยังเป็นเด็กไม่โตใช่มั้ย แต่ว่า เด็กที่ไหนจะคิดถึงคำถามอย่าง “ความสุขที่แท้จริงคืออะไร” ในตัวของหลิวอี้เฟยนั้น คุณจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหลากหลายไปพร้อมๆ กัน ทั้งเรียบง่าย ซับซ้อน ลังเล มุ่งมั่น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเธอ อารมณ์เหล่านี้อยู่รวมกันในตัวเธอ รวมกันอย่างดี

 “ที่ต้องไปค้นหาความสุขนี่เพราะมีเรื่องทุกข์เยอะมากเหรอ”

 “ฉันมีช่วงเวลาที่ทุกข์ใจอย่างหนัก หนักจริงๆ ทุกข์หนักมาก รู้สึกว่าตัวเองถูกทำร้ายอย่างสาหัส เคยคิดอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ อาละวาดทำลายข้าวของ ระบายอารมณ์ออกมาให้หมด ไปแก้แค้นคนที่ทำให้ฉันเจ็บต้องเจ็บด้วยเหมือนกัน แต่แล้ว ฉันก็พบว่าการกระทำเหล่านี้ไม่สามารถทำให้มีความสุขจริงๆ ได้ เมื่อกำจัดอารมณ์ด้านลบไปหมดแล้ว ทำให้ตัวเองหลุดพ้นออกมาจากอารมณ์พวกนี้ ก็ทำให้มีความสุขมากขึ้น บางทีญาติผู้พี่ฉันก็ถามว่า ซีซี ทำไมเธอไม่เคยโกรธเลย เพื่อนๆ ฉันก็บอกว่า โกรธก็ระบายออกมาบ้างสิ ปล่อยออกมาเลย ฟังดูแปลกๆ นะ ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายพวกเขาว่ายังไงดี มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก ไม่เจอเองก็ไม่เข้าใจหรอก”

 “เป็นไปได้มั้ยว่า ทุกคนคิดว่าการระบายอารมณ์ออกมาเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด”

 “คงงั้น แต่จริงๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย หรือพูดได้ว่า แก้ปัญหาไม่ได้จริง ไประบาย ไปแก้แค้น อาจจะสะใจ สุขใจ แค่แป๊บเดียว แล้วหลังจากนั้นล่ะ คุณคิดว่าจะทำยังไงต่อไป พอเจอเรื่อง “เป็นทุกข์ – ระบาย – มีความสุข – เป็นทุกข์” วนเวียนกันอยู่แบบนี้เหรอ มีแต่การค้นหาต้นเหตุแห่งทุกข์ให้เจอเท่านั้น แล้วกำจัดมันออกไป ถึงจะหลุดพ้นอย่างแท้จริง ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นรูปธรรม”


 “ฟังดูยากจัง”

“แหงล่ะ ยากมากสิ แต่ก็เพราะว่ายากมากนี่แหละ ถึงทำให้มีความสุขจริงๆ ได้หลังจากนั้น จริงมั้ย”

ฉันก็เป็นคนประเภท “ทุกข์แล้วต้องระบาย” ด้วยสิ จะลองวิธีของหลิวอี้เฟยดีมั้ยนะ ฟังดูจะได้ผลจริงนะ หรืออาจจะมีอะไรทำให้เซอร์ไพรส์ก็ได้ ลองดูก็ไม่เสียหลาย จริงมั้ย

"บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นแมว"

ฉันปิดสมุดสัมภาษณ์ เก็บปากกา “คุณสัมภาษณ์จบแล้วใช่มั้ย” หลิวอี้เฟยถาม “เกือบแล้ว” ฉันตอบ “แต่ว่าคุณยังไม่ได้ถามคำถามสำคัญๆ เลย” “เราสองคนคุยกันแบบนี้ก็ดีนะ อีกอย่างคุณพูดให้แง่คิดหลายอย่าง ยอดเยี่ยมมาก” “เมื่อก่อนนี้ตอนให้สัมภาษณ์ ฉันก็พูดเรื่องพวกนี้เหมือนกัน คุณจะเขียนเนื้อหาซ้ำกับของเดิมมั้ยอ่ะ ทำให้งานเขียนของคุณยากขึ้นมั้ย”

ใจฉันสั่นอีกครั้ง แต่ละวัน คิดห่วงแต่คนอื่น ไม่เหนื่อยเกินไปเหรอ


“ไม่ต้องห่วง นิตยสารแต่ละเล่มมีสไตล์ไม่เหมือนกัน เวลานำข้อมูลมาเขียน ก็มีวิธีนำเสนอแบบของตัวเอง สิ่งที่คุณพูด ช่วยฉันในการเขียนบทความอย่างมาก ไม่เป็นปัญหาสักนิด”


“’งั้นก็ดีแล้ว

ที่จริง การสัมภาษณ์ไม่ได้จบแค่นั้น พวกเราคุยกันอีกมาก เช่นเรื่องเลี้ยงสุนัขเลี้ยงแมว คุณแม่ของหลิวอี้เฟยรับเลี้ยงลูกแมวที่ถูกทิ้งไว้มากมาย และยังมีลูกสุนัขอีกตัวในบ้าน  “จริงๆ แล้วแม่เป็นคนดูแลค่ะ ฉันก็แค่เล่นกับมันเฉยๆ”

 “เคยเห็นข้อความบนเวยป๋อ บอกว่า ถ้าอยากได้ความรัก ให้เลี้ยงสุนัข ถ้าอยากรู้ว่าคนรักเป็นยังไง ให้เลี้ยงแมว คิดๆ ดูก็มีเหตุผลนะ แมวเป็นสัตว์ที่เป็นตัวของตัวเองสูงมาก บางทีฉันก็คิดว่าตัวเองเป็นแมว”

      “แล้วคุณคิดจะหาคนรักแบบไหนอยู่ล่ะ”


        “ความรักเป็นความรู้สึกที่พูดออกมาชัดเจนได้ยาก ความรักปั๊ปปี้เลิฟแบบเด็กๆ ฉันไม่ต้องการ ฉันมองหาความรักที่คนสองคนได้อยู่ด้วยกัน เติบโตไปด้วยกัน เขาสามารถมีความสุขเมื่อมีฉันได้ โดยที่ฉันไม่ต้องพยายามสร้างมันขึ้นมา พวกเราจะช่วยกันปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เยียวยาบาดแผลให้แก่กัน”


     วันที่สัมภาษณ์ เป็นวันที่ 15 เดือน 1 ของปฏิทินจันทรคติ เป็นวันเทศกาลโคมไฟ ตอนนั้นก็ใกล้จะ 5 ทุ่มแล้ว ผู้คนเตรียมเล่นประทัดกัน มีอยู่ช่วงหนึ่ง เสียงประทัดดังมากจนเราพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยมองออกไปนอกหน้าต่างดีกว่า ดอกไม้ไฟสวยงามมาก จุดดอกหนึ่งแล้วก็ต่ออีกดอกหนึ่งเรื่อยๆ รอจนเสียงเงียบ หลิวอี้เฟยหันกลับมา ยิ้มแล้วพูดว่า “รู้มั้ย จริงๆ ฉันก็คุยเรื่องทั่วๆ ไปได้ อย่างเช่น การออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ดูแลผิวพรรณ เสริมสวย ข่าวซุบซิบ ฉันก็คุยได้”


      “แต่คุณคงไม่คิดจะพูดหรอกมั้ง”


       “ถ้าคุณถาม ฉันก็พูด นี่เป็นงานของคุณ แล้วก็งานของฉันด้วย”
 “งั้นอย่าไปสนใจเลย ไม่ใช่คำถามที่อยากให้ตอบ การเป็นนักแสดง เป็นความใฝ่ฝันของคุณตั้งแต่เด็กเหรอ”

 “ใช่ค่ะ ตั้งแต่สามขวบ ที่บ้านแขวนปฏิทินไว้บนผนัง ในปฏิทินมีแต่คนสวยๆ ทั้งนั้น ฉันถามคุณย่าว่า คนนี้เป็นใคร คุณย่าก็ตอบว่า เป็นดาราชื่อดัง ฉันก็บอกว่า งั้นโตขึ้นหนูจะเป็นดาราชื่อดัง”

“เป็นดาราชื่อดังมีอะไรน่าสนใจมั้ย”

 “ฉันยังไม่ดังหรอก ฮ่าๆๆ การแสดงน่าสนใจกว่า ฉันชอบการแสดง ฉันอยากแสดงได้เก่งๆ”

“ถ้างั้นก็ สู้ๆ นะ”


“แน่นอน”


ออกจากร้านกาแฟ ข้างนอกมีแต่กลิ่นประทัดคลุ้งในอากาศ หลิวมาม่าบอกว่า วันนี้เหนื่อยแย่เลยนะคะ ฉันก็เลยเล่นมุกไปว่า เหนื่อยน่ะไม่แย่ แต่ชีวิตอ่ะแย่ หลิวอี้เฟยก็ถามว่า ถ้างั้นยังไงถึงจะเรียกว่าชีวิตดี ฉันตอบว่า สำหรับฉันคือ ไม่ต้องไปทำงาน เดินเล่นทั้งวัน ทุกคนยิ้มแย้ม หลิวมาม่าพูดว่า นี่ก็ดีเกินไปหน่อยมั้ง

ในความฝัน ยังไงก็ต้องดีเกินจริงอยู่แล้ว

avatar
ruichun
Mentor
Mentor

จำนวนข้อความ : 13308
Join date : 27/12/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ